โรคเอดส์คืออะไร
เอดส์ คืออะไร
เอดส์ หรือ AIDS (Acquired Immune Deficiency Syndrome) เป็นกลุ่มอาการของโรค ที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเอดส์
ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือกขาว ซึ่งเป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค
ทำให้ติดเชื้อโรคอื่นๆ ได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ อาการจะรุนแรง
และเป็นสาเหตุสำคัญของการเสียชีวิต
โรคเอดส์ (AIDS) คืออะไร (wikipedia.org)
โรคเอดส์ หรือ โรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง (Acquired Immune Deficiency Syndrome - AIDS) เป็นกลุ่มอาการเจ็บป่วยที่เกิดขึ้นเพราะร่างกายได้รับเชื้อไวรัสเอชไอวี
(HIV) ซึ่งจะเข้าไปทำลายเม็ดเลือดขาว
ที่เป็นแหล่งสร้างภูมิคุ้มกันโรค ทำให้ภูมิคุ้มกันโรคลดน้อยลง
จึงทำให้ติดเชื้อโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อนเข้าสู่ร่างกายได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรคในปอด
หรือต่อมน้ำเหลือง เยื่อหุ้มสมองอักเสบจากเชื้อรา โรคผิวหนังบางชนิด
หรือเป็นมะเร็งบางชนิดได้ง่ายกว่าคนปกติ
ซึ่งสาเหตุของการเสียชีวิตมักเกิดขึ้นจากโรคติดเชื้อฉวยโอกาสต่างๆ เหล่านี้
ทำให้อาการจะรุนแรง และเสียชีวิตอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันโรคเอดส์มีการตรวจพบทั่วโลก
และประมาณการว่ามีผู้เสียชีวิตเนื่องจากโรคเอดส์ อย่างน้อย 25 ล้านคน ตั้งแต่ถูกค้นพบในปี พ.ศ. 2524 (ค.ศ. 1981) นับเป็นโรคที่มีอันตรายสูงโรคหนึ่งของประวัติศาสตร์มนุษย์ชาติ
ในปี พ.ศ. 2548 ประมาณการว่ามีผู้ติดโรคเอดส์ประมาณ 3.1
ล้านคน(ระหว่าง 2.8 - 3.6 ล้าน) ซึ่ง 570,000
คนของผู้ป่วยโรคเอดส์เป็นเด็ก (UNAIDS, 2005)
ประวัติความเป็นมาของโรคเอดส์
โรคเอดส์พบครั้งแรกในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2524 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา
ผู้ป่วยเป็นชายรักร่วมเพศป่วยเป็นปอดบวมจากเชื้อ นิวโมซีสตีส แครินิอาย (Pneumocystis Carinii) ทั้งที่เป็นคนแข็งแรงมากมาก่อน และไม่เคยใช้ยากดภูมิต้านทาน
ผลการตรวจทางห้องปฎิบัติพบว่าเซลล์ที่มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับภูมิต้านทานไม่สามารถทำหน้าที่ได้ตามปกติจากการศึกษาย้อนหลัง
พบว่าโรคนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศแถบอัฟริกาตะวันตกในปี พ.ศ. 2503 และต่อมาได้แพร่ไปยังเกาะไฮติ ทวีปอเมริกา
ยุโรปและเอเซียรวมทั้งประเทศไทยด้วย
สำหรับผู้ป่วยเอดส์รายแรกในประเทศไทยนั้นเป็นชายอายุ 28 ปี เดินทางไปศึกษาต่อที่อเมริกาและมีพฤติกรรมรักร่วมเพศ เริ่มมีอาการในปี พ.ศ.2526 ได้รับการตรวจและรักษาที่โรงพยาบาลแห่งหนึ่งในอเมริกา
พบว่าปอดอักเสบจากเชื้อ Pneumocystis Carinii แพทย์ลงความเห็นว่าเป็นโรคเอดส์
จึงกลับมารักษาตัวที่ประเทศไทยในปี พศ. 2527 และเสียชีวิตในเวลาต่อมา
เอดส์ติดต่อกันได้อย่างไร
1. การร่วมเพศ โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย ไม่ว่าชายกับชาย ชายกับหญิง หรือหญิงกับหญิง
ทั้งช่องทางธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติ ก็ล้วนมีโอกาสติดโรคนี้ได้ทั้งสิ้น
และปัจจัยที่ทำให้มีโอกาสติดเชื้อมากขึ้น
ได้แก่การมีแผลเปิดและจากข้อมูลของสำนักระบาดวิทยาประมาณร้อยละ 84 ของผู้ป่วยเอดส์ ได้รับเชื้อจากการมีเพศสัมพันธ์
2. การรับเชื้อทางเลือด
- ใช้เข็มหรือกระบอกฉีดยาร่วมกับผู้ติดเชื้อเอดส์
มักพบในกลุ่มผู้ฉีดยาเสพติด และหากคนกลุ่มนี้ติดเชื้อ ก็สามารถถ่ายทอดเชื้อเอดส์
ทางเพศสัมพันธ์ได้อีกทางหนึ่ง
- รับเลือดในขณะผ่าตัด
หรือเพื่อรักษาโรคเลือดบางชนิด ในปัจจุบันเลือดที่ได้รับบริจาคทุกขวด
ต้องผ่านการตรวจหาการติดเชื้อเอดส์ และจะปลอดภัยเกือบ 100%
3. ทารก
ติดเชื้อจากแม่ที่ติดเชื้อเอดส์ การแพร่เชื้อจากแม่สู่ลูก
ผู้หญิงที่ติดเชื้อเอดส์ หากตั้งครรภ์ และไม่ได้รับการดูแลอย่างดี เชื้อเอช ไอ วี
จะแพร่ไปยังลูกได้ ในอัตราร้อยละ 30 จากกรณีเกิดจากแม่ติดเชื้อ
จึงมีโอกาสที่จะรับเชื้อเอช ไอ วี จากแม่ได้
อาการของโรคเอดส์
อาการของโรคเอดส์
ระยะที่ 1 : ระยะที่ไม่มีอาการอะไร
ภายใน2-3 อาทิตย์แรกหลังจากได้รับเชื้อเอดส์เข้าไป
ราวร้อยละ 10 ของผู้ติดเชื้อจะมีอาการคล้ายๆ
ไข้หวัด คือมีไข้ เจ็บคอ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ต่อมน้ำเหลืองโต ผื่นตามตัว แขน
ขาชาหรืออ่อนแรง เป็นอยู่ราว10-14 วันก็จะหายไปเอง
ผู้ป่วยส่วนใหญ่อาจไม่สังเกต นึกว่าคงเป็นไข้หวัดธรรมดา
ราว 6-8 สัปดาห์ภายหลังติดเชื้อ
ถ้าตรวจเลือดจะเริ่มพบว่ามีเลือดเอดส์บวกได้
และส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีเลือดเอดส์บวกภายหลัง 3 เดือนไปแล้ว
โดยที่ผู้ติดเชื้อจะไม่มีอาการอะไรเลย
เพียงแต่ถ้าไปตรวจก็จะพบว่ามีภูมิคุ้นเคยต่อไวรัสเอดส์อยู่ในเลือดหรือที่เรียก
ว่าเลือดเอดส์บวก
ระยะที่ 2 :ระยะที่เริ่มมีอาการหรือระยะที่มีอาการสัมพันธ์กับเอดส์
เป็นระยะที่คนไข้เริ่มมีอาการแต่อาการนั้นยังไม่มากถึงกับจะเรียกว่าเป็นโรคเอดส์เต็มขั้น อาการในช่วงนี้อาจเป็นไข้เรื้อรัง
น้ำหนักลดหรือท้องเสียงเรื้อรัง โดยไม่ทราบสาเหตุนอกจากนี้อาจมีเชื้อราในช่องปาก,งูสวัด,เริมในช่องปาก หรืออวัยวะ เพศ ผื่นคันตามแขนขา และลำตัวคล้ายคนแพ้น้ำลายยุง จะเห็นได้ว่า
อาการที่เรียกว่าสัมพันธ์กับเอดส์นั้นไม่จำเพาะสำหรับโรคเอดส์เสมอไป คนที่เป็นโรคอื่นๆก็อาจมีไข้ น้ำหนักลด ท้องเสีย เชื้อราในช่องปาก งูสวัด
หรือเริมได้
ดังนั้นจึงไม่ใช่ว่าถ้ามีอาการเหล่านี้จะต้องเหมาว่าติดเชื้อเอดส์ไปทุกร้าย
ถ้าสงสัยควรปรึกษา แพทย์และตรวจเลือดเอดส์พิสูจน์
ระยะที่ 3 : โรคเอดส์เต็มขั้น หรือที่ภาษาทางการเรียกว่าโรคเอดส์
เป็นระยะที่ภูมิต้านทานของร่ายกายเสียไปมากแล้วผู้ป่วยจะมีอาการของการติดเชื้อจำพวกเชื้อฉกฉวยโอกาสบ่อยๆและเป็นมะเร็งบางชนิดเช่นแคโปซี่ซาร์โคมา(Kaposi's rcoma)และมะเร็งปากมดลูกการติดเชื้อฉกฉวยโอกาส
หมายถึงการติดเชื้อที่ปกติมีความรุนแรงต่ำไม่ก่อโรคในคนปกติแต่ถ้าคนนั้นมีภูมิต้านทานต่ำลงเช่นจากการเป็นมะเร็งหรือจากการได้รับยาละทำให้เกิดวัณโรคที่ปอด
ต่อมน้ำเหลืองตับหรือสมองได้รองลงมาคือเชื้อพยาธิที่ชื่อว่านิวโมซิส-ตีส-คารินิไอ
ซึ่งทำให้เกิดปอดบวมขึ้นได้(ไข้ ไอ
หายใจเหนื่อยหอบ)ต่อมาเป็นเชื้อราที่ชื่อคริปโตคอคคัสซึ่งทำให้เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
มีอาการไข้ ปวดศีรษะ ซึมและอาเจียน
นอกจากนี้ยังมีเชื้อฉกฉวยโอกาสอีกหลายชนิดเช่นเชื้อพยาธิที่ทำให้ท้องเสียเรื้อรังและเชื้อซัยโตเมกกะโลไวรัส
(CMV) ที่จอตาทำให้ตาบอดหรือที่ลำไส้ทำให้ปวดท้อง
ท้องเสียและถ่ายเป็นเลือดเป็นต้น
อาการของเอดส์ มี 2 ระยะ
1. ระยะไม่มีอาการผู้ติดเชื้อจะมีสุขภาพแข็งแรง
ไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด ผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะอยู่ในระยะนี้
และบางคนไม่ทราบว่า ตัวเองติดเชื้อ จึงอาจแพร่เชื้อไปสู่ผู้อื่นได้
2. ระยะมีอาการผู้ติดเชื้อส่วนใหญ่จะเริ่มแสดงอาการภายหลังจากได้รับเชื้อประมาณ 7-8 ปี แบ่งเป็น 2 ระยะคือ
ระยะเริ่มปรากฎอาการอาการที่พบ คือมีเชื้อราในปาก
ต่อมน้ำเหลืองโต งูสวัด มีไข้ ท้องเสีย น้ำหนักลด มีตุ่มคันบริเวณผิวหนัง
ระยะโรคเอดส์ เป็นระยะที่มีภูมิต้านทานลดลงมาก
ทำให้ติดโรคติดเชื้อฉวยโอกาสได้ง่ายขึ้น เช่น วัณโรค ปอดบวม เยื่อหุ้มสมองอักเสบ
เป็นต้น
ป้องกันตัวเอง ไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ ได้อย่างไร
รักเดียว ใจเดียว
หากจะมีเพศสัมพันธ์กับหญิง ควรใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง ที่มีเพศสัมพันธ์ขอรับบริการปรึกษา เรื่อง โรคเอดส์
ก่อนแต่งงาน และก่อนที่จะมีบุตรทุกท้อง ไม่ดื่มเหล้า
และงดใช้สารเสพติดทุกชนิด
ป้องกันตัวเอง ไม่ให้ติดเชื้อเอดส์ ได้อย่างไร
- วันเอดส์โลก
วันที่1 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งองค์การอนามัยโลกได้กำหนดให้เป็นวันเอดส์โลก กระทรวงสาธารณสุขของบ้านเรายังได้กำหนดให้วันที่ 1กรกฎาคมของทุกปีเป็น
วันรณรงค์ตรวจเลือดหาเชื้อเอชไอวีแห่งชาติอีกด้วยเพื่อรณรงค์ให้ประชาชนทั้งที่มีและไม่มีพฤติกรรมเสี่ยงได้ตรวจเลือดเพื่อสืบหาอาการตั้งแต่เนิ่นๆหากติดเชื้อขึ้นมาจะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที
และป้องกันการแพร่เชื้อไปยังผู้อื่น โดยจะเริ่มตั้งแต่ปี 2556 เป็นต้นไป ทั้งนี้ประชาชน
สามารถเข้ารับบริการตรวจเลือดได้ฟรี ปีละ 2 ครั้ง ที่โรงพยาบาลของรัฐทุกแห่ง ทั่วประเทศ
ถือเป็นอีกหนึ่งมาตรการที่สำคัญในการเร่งรณรงค์ดำเนินการป้องกันและช่วยเหลือผู้ที่ป่วยเป็นโรคเอดส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกทางหนึ่ง
วัตถุประสงค์ของวันเอดส์โลก
1. เพื่อให้ทุกคนได้ตระหนักถึงอันตรายจากการติดต่อและการเจ็บป่วยด้วยโรคเอดส์
2. เพื่อสร้างเสริมและสนับสนุนให้มีมาตรการการป้องกันให้มากยิ่งขึ้นในสังคมทุกระดับ
3. เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมต่อต้านต่างๆ
ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
4. เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ
5. เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
- วันเอดส์โลก
วัตถุประสงค์ของวันเอดส์โลก
3. เพื่อให้มีการจัดกิจกรรมต่อต้านต่างๆ ดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง
4. เพื่อส่งเสริมให้เกิดการยอมรับและห่วงใยต่อผู้ป่วยและผู้ติดเชื้อ
5. เพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น






ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น